วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เบาหวาน

วิธีการที่จะเอาชนะเบาหวานได้ใน 4 ขั้นตอนง่ายๆ Tweet ทวีต วิธีการที่จะเอาชนะเบาหวานได้ใน 4 ขั้นตอนง่ายๆ bim100 โรคเบาหวานสามารถรักษาได้ โรคเบาหวานได้ถูกเรียกว่าเป็น “เพชรฆาตเงียบ” คนกว่า 5.7 ล้านคนในอเมริกาเป็นโรคเบาหวาน แต่เขายังไม่ได้รับการตรวจ และนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากเมื่อคุณลองพิจารณาถึงผลที่จะตามมา โรคเบาหวานนั้นมีมาตั้งแต่เมื่อสมัยนานมาแล้ว การวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้นชี้ว่าโรคนี้มีมามากกว่า 100 ปีที่แล้วเมื่อผู้คนในโลกตะวันตกเริ่มที่จะเพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงในอาหารของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับจำเลยในสถานการณ์นี้ก็ต้องเป็น น้ำตาล อย่างแน่นอน ทุกวันนี้มันค่อนข้างยากมากหากคุณจะหาอาหารปรุงสำเร็จใดๆที่ไม่ประกอบไปด้วยน้ำตาลและแป้ง เหตุที่แป้งมีผลเสียนั้นก็เพราะว่าแป้งนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นน้ำตาลเมื่อตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมา อินซูลินจะแปรสภาพน้ำตาลเป็นกลูโคสและนั่นคือสารที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อจำเป็นจะต้องใช้เป็นแหล่งพลังงาน ปัญหาก็คือสิ่งเหล่านี้มันมีมากเกินไป ตับอ่อนนั้นผลิตอินซูลินมาในปริมาณหนึ่งๆ และในกรณีของเบาหวานนั้น น้ำตาล(กลูโคส)เหล่านี้มีมากเกินไปกว่าความสามารถของตับอ่อนที่จะผลิตอินซูลินมาให้เพียงพอในการควบคุมระดับน้ำตาล ในบางกรณีนั้นตับอ่อนจะหยุดการสร้างอินซูลิน (เบาหวานประเภทที่ 1) หรือในอีกกรณีที่มีการผลิตอินซูลินไม่เพียงพอและจะต้องให้เสริมด้วยการฉีดเข้าไป (เบาหวานประเภทที่ 2) เป็นเวลานานเหมือนกันสำหรับวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่พบว่ายาและการฉีดอินซูลินนั้นไม่ได้รักษาโรคเหล่านี้ แต่มันแค่รักษาอาการต่างๆที่แสดงออกมา มีการค้นพบใหม่ๆ รวมไปถึงรายงานเกี่ยวกับโรคเบาหวานมากมาย ที่ระบุว่ามีแนวทางใหม่ในการรักษาแล้ว นี่คือขั้นตอนง่ายๆในการเริ่มที่จะรักษาโรคร้ายนี่ให้หายขาด Operation Bim 4 ขั้นตอนง่ายๆในการกลับไปใช้ชีวิตปกติ 1. ลดการบริโภคน้ำตาลโดยการหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลลงไปในอาหารที่คุณทาน อ่านฉลากของสินค้าที่จะซื้อแล้วคุณจะตกใจกับปริมาณน้ำตาลที่ใส่ลงไป ให้ตับอ่อนของคุณได้พักบ้าง 2. ลดปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่คุณทานเข้าไปในแต่ละวัน โดยสิ่งที่คุณจะต้องหลีกเลี่ยงนั่นก็คืออาหารที่มีสีขาวต่างๆ เช่น มันฝรั่ง , ข้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ผลิตจากแป้ง เช่น ขนมปัง 3. เพิ่มปริมาณเส้นใยต่างๆไปในอาหารของคุณ สลัดเป็นแหล่งของเส้นใยต่างๆชั้นดีแต่คุณจะต้องตรวจสอบฉลากของน้ำสลัดให้ดีด้วย ตามหลักการแล้ว น้ำสลัดที่มีประโยชน์และปลอดภัยที่สุดคือที่ทำมาจากน้ำองุ่นข้นๆและน้ำมันมะกอก ใช่แล้วครับ น้ำมันมะกอกนี่แหละ มันเป็นหนึ่งในไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 4. ออกกำลังกาย : ถ้าคุณสามารถจัดการกับเวลาและเงินทองได้ ให้เข้าฟิตเนสหรือยิมแล้วออกกำลังอย่างน้อย 3 ครั้งต่ออาทิตย์ ถ้าคุณทำไม่ได้แบบนั้น บางทีการเดินอย่างกระฉับกระเฉงก็พอจะทดแทนกันได้ พูดกันตรงๆ นี่มันมากเกินไปรึเปล่านี่จะทำให้คุณสามารถอยู่อย่างปกติได้ ผมว่าไม่เลย คุณเชื่อมั้ยว่าแค่ขั้นตอนง่ายๆเหล่านี้จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างมาก , เชื่อเถอะ เพราะว่ามีผู้คนมากมายที่กำลังทำมันอยู่และเห็นแล้วว่ายาและการฉีดอินซูลินนั้นเป็นเรื่องของอดีต และที่สำคัญ ผมลืมบอกไปว่ามันมีผลข้างเคียงด้วยนะครับ นั่นก็คือ … น้ำหนักของคุณก็จะลดลงอีกด้วยครับ

กล้วย

ประโยช์นของกล้วยนำว้า 12 กันยายน 2554 - 14:24:00 กล้วยน้ำว้า บรรดากล้วยทั้งหมดกล้วยน้ำว้าจะให้วิตามินสูงที่สุด ได้ทั้งแคลเซียม โปรตีนและกากใยอาหาร กินกล้วยทุกวัน อย่างน้อยวันละ1 ลูก เพื่อสุขภาพที่ดี กล้วยสุกช่วยไม่ให้ท้องผูก ระบบขับถ่ายจะดี ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและเจ็บหน้าอก ที่มีอาการ ไอแห้งร่วมอยู่ด้วยได้ ให้กินวันละ 5-6 ลูก ถ้าท้องเสียให้กินกล้วยดิบ หรือกล้วยห่ามครั้งละครึ่งถึงหนึ่งลูก คุณสมบัติพิเศษของกล้วยน้ำว้า ถ้าต้องการ ไม่ให้มีกลิ่นปากและผิวพรรณดี ให้กินกล้วยน้ำว้า หลังตื่นนอนแล้วค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากจะหายไปผิวพรรณก็ดีขึ้น เป็นยาอายุวัฒนะโดยใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอมปอกเปลือกแช่ในน้ำผึ้งอย่างน้อย 1 สัปดาห์ กินวันละ 1-2 ผล ทุกวัน กล้วยน้ำว้านอกจากจะช่วยในเรื่องของผิวพรรณแล้ว ยังมีเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งมาบอกให้ทราบกันคือ เมื่อกินกล้วยน้ำว้าแล้วเปลือกอย่าทิ้งนะค่ะ นำมาขัดรองเท้าโดยเฉพาะรองเท้าหนังสีดำ หลังจากนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดออกรับรองค่ะว่ารองเท้ามันวาวแน่นอน

ย่านาง

สุขภาพดีได้ทุกที่ ทุกเวลา บทความสุขภาพทางมือถือ คลิกที่นี่ << ย่านาง วิธีทำ-วิธีกิน สูตรหมอเขียว ใจเพชร กล้าจน (Momy pedia) โดย: Olivier ย่านาง สมุนไพรแสนคุ้นเคยและคุ้นลิ้น ตอนนี้ได้กลายมาเป็นสมุนไพรสุดฮิต ที่มีคุณสมบัติปรับสมดุลในร่างกาย เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น และเป็นคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ เราอาจจะคุ้นเคยกับย่านางในฐานะที่ใช้เป็นเครื่องปรุงรสเพื่อเพิ่มความกลมกล่อม ของแกงหน่อไม้และซุปหน่อไม้ ยอดอ่อนของเถาย่านางนำมารับประทานแกล้มแนมกับของเผ็ดอื่น ๆ บางคนนำใบและยอดอ่อนใส่ในอ่อมและหมกต่าง ๆ ทางปักษ์ใต้นั้นนิยมใช้ยอดอ่อนใส่ในแกงเลียงและแกงหวาน ใบย่านางและน้ำคั้นจากใบยังมีแคลเซียมและวิตามินซีจำพวก เอ, บี 1, บี 2 และ เบต้า-แคโรทีน ค่อนข้างสูง คนโบราณเชื่อกันว่ารากของเถาย่านางนั้นสามารถแก้ไขได้ อีกทั้งยังช่วยถอนพิษผิดสำแดงและพิษอื่น ๆ แก้เมาเรือ แก้เมาสุรา แก้โรคหัวใจและแก้ลม ใบก็ช่วยถอนพิษและแก้ไข้ วิธีทำ 1.ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น อาทิ ใบย่านาง 5-20 ใบ, ใบเตย 1-3 ใบ, บัวบก ครึ่ง-1 กำมือ, หญ้าปักกิ่ง 3-5 ต้น ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง- 1 กำมือ, ใบเสลดพังพอน ครึ่ง – 1 กำมือ, ว่านกาบหอย 3-5 ใบถ้าใครสะดวกจะใช้ใบย่านาง เพียงอย่างเดียวหรือใช้หลายอย่างรวมกันก็ได้ค่ะ 2.ตัดหรือฉีกใบสมุนไพรให้เล็กลง และนำไปโขลกสมุนไพรให้ละเอียด หรือ ขยี้ หรือนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่น (ควรใช้ระยะเวลาไม่นาน 30 วินาที – 1 นาทีก็พอเพื่อให้ผ่านความร้อนน้อยที่สุด คงคุณค่ามากที่สุด) 3.นำมากรองผ่านกระชอนหรือผ้าขาวบาง 4.ได้น้ำย่านางแล้ว วิธีกิน ดื่มน้ำย่านางสด ๆ ครั้งละประมาณครึ่งแก้ววันละ 1-3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างหรือจะดื่มแทนน้ำก็ได้ บางครั้งสามารถผสมน้ำมะพร้าว น้ำตาล น้ำมะนาว ในรสชาติไม่จัดเกินไปเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือความพอดี หมอเขียวบอกว่า บางคนดื่มน้ำย่านางแล้วรู้สึกแพ้ ผะอืดผะอม เพราะฉะนั้น จึงควรกลับไปดูว่าปริมาณการดื่มและความเข้มข้นของสมุนไพรควรเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดและดื่มแบบพอดีกับที่ร่างกายเราต้องการ เพราะถ้าเรารู้สึกผะอืดผะอมขึ้นมาเมื่อไหร่ แสดงว่าร่างกายบอกว่าพอแล้วนั่นเองค่ะ สำหรับบางคนที่รู้สึกว่า กินยาก เหม็นเขียว หรือรู้สึกไม่สบาย ให้กดน้ำร้อนใส่น้ำย่านาง หรือนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดก่อนดื่ม หรือผสมกับน้ำสมุนไพรอื่น ๆ ที่ชอบ เช่น ขมิ้น ขิง ตะไคร้

ไข้

(Fever หรือ Pyrexia) เป็นอาการ ไม่ใช่โรค (โรค อาการ ภาวะ) เป็นอาการซึ่งร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองเมื่อมีการติดเชื้อโรค หรือมีการเจ็บป่วยจากสาเหตุบางสาเหตุ เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อจากโรคภูมิต้านตนเอง โดยไข้จะเกิดอยู่เพียงชั่วคราว เฉพาะในช่วงเกิดโรค หรือมีการเจ็บ ป่วย ในการวินิจฉัยว่า เป็นไข้ หรือ มีอาการไข้ ที่แน่นอน คือ การวัดอุณหภูมิร่าง กายด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปรู้จักกันในนามของปรอทวัดไข้ เพราะใช้สารปรอทที่บรรจุอยู่ในท่อหลอดแก้วเป็นตัวบอกค่าอุณหภูมิ ทั้งนี้ ที่นิยมที่สุด คือ การวัดที่ใต้ลิ้น หรือ เรียกว่า อมปรอท แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับคนที่ไม่สามารถอมปรอทได้ เช่น เด็กอ่อน เด็กเล็ก หรือผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ซึ่งคนไข้ในกลุ่มนี้ มักวัดปรอททางรักแร้ (หนีบปรอทไว้ใต้รักแร้) หรือ สอดปรอทวัดไข้ทางทวารหนัก นอกจากนั้นในปัจจุบัน ยังมีเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายชนิดใหม่ๆที่สะดวกกว่าปรอทวัดไข้ แต่ราคาแพงกว่า เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิฯผ่านทางรูหู เครื่องวัดอุณหภูมิฯทางผิวหนัง และเครื่องวัดอุณหภูมิฯสำหรับคนหมู่มากเมื่อมีการระบาดของบางโรค เป็นต้น อุณหภูมิปกติของร่างกาย ไม่คงที่ แต่แปรเปลี่ยนได้เสมอ ประมาณ 0.5-1 องศาเซลเซียส (Celsius) ในแต่ละวัน ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ช่วงเวลาของวัน (อุณหภูมิร่างกายจะต่ำสุดในช่วง 6 โมงเช้า และจะสูงสุดในช่วง 4 โมงเย็น) ในผู้ หญิงช่วงตกไข่ (อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น) ขณะเล่นกีฬา (อุณหภูมิจะสูงขึ้น) อุณหภูมิในสิ่งแวดล้อม (ถ้าอากาศร้อน อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้น และเมื่ออากาศเย็นอุณหภูมิของร่างกายก็จะต่ำลง) อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นเมื่อใส่เสื้อผ้าหนาๆโดยเฉพาะในเด็กอ่อน หรือ ขึ้นกับตำแหน่งการวัดอุณหภูมิ (อุณหภูมิจะสูงสุดเมื่อวัดผ่านทางทวารหนัก และอุณหภูมิจะต่ำสุดเมื่อวัดทางผิวหนัง) อย่างไรก็ตาม ยอมรับกันในทุกวงการ และในทางการแพทย์ว่า อุณหภูมิปกติของร่างกาย คือ 37 องศาเซลเซียส หรือ องศาซี (°C) หรือ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ (Fahrenheit) หรือ องศาเอฟ (°F) แต่ประเทศไทยนิยมใช้ องศาเซล เซียสมากกว่าองศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้น ในบทความนี้ต่อไป เมื่อกล่าวถึงอุณหภูมิของร่างกาย จะกล่าวเฉพาะเป็นองศาเซลเซียสเท่านั้น อุณหภูมิที่ถือว่า เป็นไข้ หรือมีไข้ โดยทั่วไป คือ สูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ถ้าสูงไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส เรียกว่า ไข้ต่ำ แต่ถ้าสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส เรียกว่า ไข้สูง และถ้าสูงเกิน 41.5 องศาเซลเซียส เรียกว่า ไข้สูงเกิน (Hyperpyrexia) ซึ่งจัดว่าอันตรายที่สุด มักเกิดจากการติดเชื้อชนิดมีความรุนแรงสูงมากในกระแสโลหิต (เลือด) แต่ที่พบบ่อย คือ เกิดจากภาวะมีเลือดออกในสมอง อนึ่ง อุณหภูมิของร่างกาย จัดเป็นหนึ่งในสัญญาณชีพ (Vital sign) ซึ่งแสดงถึงการมีชีวิต และเป็นตัวบอกถึงความเจ็บป่วย ซึ่งเมื่อเราเจ็บป่วยและไปพบแพทย์ การตรวจพื้นฐานตั้งแต่แรกสำหรับผู้ป่วยทุกคน คือ การตรวจวัดสัญญาณชีพ ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย (Temperature หรือ T) ชีพจร (Pulse หรือ P) ความดันโลหิต/ความดันเลือด (Blood pressure หรือ BP/บีพี) และอัตราการหายใจ (Respiratory rate หรือ R หรือ RR/ อาร์อาร์) ไข้เกิดได้อย่างไร? อุณหภูมิปกติของร่างกาย เกิดจากการทำงานของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ และตับ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปธาลา มัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นสมองส่วนอยู่ลึกของสมองใหญ่ ทั้งนี้การควบคุมอุณหภูมิของร่าย จะโดยการกำจัดความร้อนที่เกิดในร่างกายออกทางเหงื่อ (ทางผิวหนัง) และทางการหายใจ (ทางปอด) เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ หรือจากบางสาเหตุ จะส่งผลกระตุ้นให้สมองไฮโปธาลามัส ตอบสนองด้วยการปรับอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เนื้อเยื่อที่จะทำหน้า ที่เพิ่มอุณหภูมิของร่างกายตามคำสั่งของสมอง คือ กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด โดยหลอดเลือดจะหดตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนแพร่กระจายออกทางผิวหนัง และทางปอด ซึ่งการหดตัวของหลอดเลือดนอกจากส่งผลให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นแล้ว จะส่งผลให้ผู้มีไข้รู้สึกหนาว จากมีการลดปริมาณของเลือดที่หล่อเลี้ยง นอกจากนั้นกล้ามเนื้อต่างๆจะหดเกร็ง จึงก่ออาการหนาวสั่น ทั้งหมด คือ อาการไข้ขึ้น แต่เมื่อการกระตุ้นสมองไฮโปธาลามัสลดลง สมองไฮโปธาลามัสจะตอบ สนองด้วยการปรับลดอุณหภูมิร่างกาย หลอดเลือดจะกลับมาขยาย เนื้อเยื่อต่างๆ ได้รับเลือดเพิ่มขึ้น อุณหภูมิในเนื้อเยื่อเหล่านั้น จึงเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงขับความร้อนออกทางเหงื่อ ดังนั้นจึงเกิดอาการเหงื่ออกเมื่อไข้ลดลง ไข้มีสาเหตุจากอะไร? สาเหตุสำคัญและพบบ่อยที่ทำให้เกิดไข้ คือ จากการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่พบบ่อย คือ จากเชื้อไวรัส (ไวรัส: โรคจากติดเชื้อไวรัส) เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคหัด และจากเชื้อแบคทีเรีย (แบคทีเรีย: โรคจากติดเชื้อแบคทีเรีย) เช่น โรคไข้จับสั่น โรคไอกรน โรคไส้ติ่งอักเสบ โรคฉี่หนู และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไข้ จากสาเหตุอื่นๆที่พบได้บ้าง เช่น จากโรคภูมิต้านตนเอง โรคข้ออักเสบรูมาตอย และโรคมะเร็ง น้อยครั้ง ผู้ป่วยอาจมีไข้ และแพทย์หาสาเหตุไม่ได้ เรียกว่า เอฟยูโอ ( FUO, Fever of unknown origin) หรือ พียูโอ (PUO, Pyrexia of unknown origin) ไข้มีอาการอย่างไร? อาการที่มักเกิดจากร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ หรือมีไข้ ได้แก่ •หนาว สั่น •เหงื่อออก •ปวดศีรษะ •ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตัว อาจมีปวดข้อ •อ่อนเพลีย •เบื่ออาหาร •ถ้าไข้สูง หรือ ไข้สูงเกิน อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองได้ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงอาจสับสน กระสับกระส่าย เห็นภาพหลอน และชัก (มักพบในเด็กเล็ก มากกว่าในผู้ใหญ่) อนึ่ง นอกจากอาการดังกล่าว ไข้ยังมักเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ ซึ่งแตกต่างกันตามสาเหตุของไข้ เช่น ปวดท้องด้านขวาตอนล่างร้าวมาสะดือ หรือ จากสะดือร้าวมาช่องท้องด้านขวาตอนล่าง เมื่อไข้เกิดจากไส้ติ่งอักเสบ หรือ มีผื่นขึ้นตามตัว เมื่อไข้เกิดจากโรคหัด เป็นต้น แพทย์วินิจฉัยสาเหตุของไข้ได้อย่างไร? แพทย์วินิจฉัยหาสาเหตุของไข้ ได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และการวัดอุณหภูมิร่างกาย (วิธีวัดปรอท) ซึ่งโดยทั่วไปเป็นการวัดทางปาก หลังจากนั้น จึงเป็นการตรวจต่างๆเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการไข้ ซึ่งถ้าสาเหตุเกิดจากโรคทั่วไปที่พบเป็นประจำ แพทย์มักวินิจฉัยสาเหตุเพียงจากประวัติอาการและการตรวจร่างกาย และให้การรักษาได้เลย แต่บางครั้ง เมื่อแพทย์ไม่แน่ใจในสาเหตุ จึงมีการตรวจเพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการตรวจซีบีซี (CBC) การตรวจปัสสาวะ และเอกซเรย์ปอด เป็นต้น รักษาไข้ได้อย่างไร? การรักษาไข้ มี 3 วิธีหลัก คือ การลดไข้ การรักษาสาเหตุ และการรักษาประคับประคองตามอาการ •การลดไข้ โดยทั่วไป คือ การกินยาลดไข้ พาราเซตามอล (Paraceta mol) และการเช็ดตัวเมื่อมีไข้สูง แต่ในบางครั้ง เมื่อมีไข้ต่ำๆ อาจไม่จำเป็นต้องกินยาลดไข้ เพราะเมื่อรักษาสาเหตุ ไข้ก็จะลงกลับเป็นปกติเอง •การรักษาสาเหตุ คือ การรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ ซึ่งขึ้นกับแต่ละสาเหตุ เช่น ผ่าตัด เมื่อเกิดจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อเกิดจากโรคติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคไอกรน หรือ โรคฉี่หนู และรักษาโรคมะเร็ง เมื่อสาเหตุเกิดจากโรคมะเร็ง •การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น รักษาอาการ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย ด้วยยาแก้ปวดลดไข้ พาราเซตามอล หรือ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เมื่อผู้ป่วยอ่อนเพลียมาก หรือ ขาดน้ำ เป็นต้น ไข้รุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม? โดยทั่วไป ไข้เป็นอาการที่ไม่รุนแรง มักหายได้เสมอ (ไข้ลง) ภายใน 2-3 วันเมื่อได้รับการรักษาสาเหตุ แต่ถ้าไข้สูงเกิน อาจก่อผลข้างเคียง คืออาการทางสมองได้ ดังได้กล่าวแล้ว หรือ เมื่อไข้สูงในเด็กเล็ก มักก่ออาการชักได้ ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีไข้? ควรพบแพทย์เมื่อไร? การดูแลตนเองเมื่อมีไข้ ที่สำคัญ คือ การรู้อุณหภูมิของร่างกาย เพราะเป็นตัวบอกความรุนแรงของโรค ดังนั้นจึงควรวัดอุณหภูมิร่างกาย (วิธีวัดปรอท) เสมอ อย่างน้อย ทุก 6-8 ชั่วโมง หรือเมื่อสงสัยว่าไข้ขึ้น หรือ ไข้สูง (เช่น ปวดศีรษะมากขึ้น ซึมลง หรือ กระสับกระส่ายมาก) การดูแลตนเองในเรื่องอื่นๆ ได้แก่ •พักผ่อนให้มากๆ หยุดงาน หยุดเรียน จนกว่าไข้ลงแล้วอย่างน้อย 1-2 วัน •กินอาหารอ่อน รสจืด หรือ อาหารน้ำ/อาหารเหลว (ประเภทอาหารทางการแพทย์) กินครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยขึ้น •จิบน้ำ ดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน ดื่มครั้งละน้อยๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ (ภาวะขาดน้ำ) ซึ่งจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไข้ลงช้า •สวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ที่ระบายความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย •เช็ดตัวบ่อยๆ เมื่อมีไข้สูง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นตำแหน่งของหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ เช่น ซอกลำคอ และข้อพับต่างๆ •กินยาลดไข้ พาราเซตามอล (Paracetamol) ไม่ควรกินยาแอสไพริน เพราะอาจเกิดการแพ้ยาแอสไพรินจนเกิดอันตรายได้ •รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อความแข็งแรงของร่างกาย และลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น เมื่อไข้เกิดจากการติดเชื้อ •ควรรีบพบแพทย์เสมอ เมื่อ ◦ไข้สูง ไข้ไม่ลงภายใน 2-3 วัน โดยเฉพาะเมื่อไข้สูงขึ้น ทั้งๆที่ดูแลตนเองแล้ว ◦มีไข้นานเกิน 3-4 วัน ◦ไข้ลงแล้ว 2-3 วัน แล้วย้อนกลับมามีไข้อีก ◦เมื่อกังวลในอาการไข้ •ควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีอาการรุนแรงอื่นๆร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะมาก หรือ คลื่นไส้อาเจียนมาก หรือ มีผื่นขึ้นตามตัว กระสับกระส่าย ไอรุนแรง ตากลัวแสง ไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซล เซียส และ/หรือ ร่วมกับมีอาการทางปัสสาวะ เช่น ปวดเบ่ง ปวดแสบเมื่อสุดปัสสาวะ •ควรพบแพทย์เป็นการฉุกเฉิน เมื่อมีไข้ร่วมกับ ◦ปวดศีรษะรุนแรง อาจร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน ◦คอบวมมาก หายใจไม่ออก แน่น อึดอัด ◦หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ตัวเขียว มือเท้าเขียวคล้ำ ◦สับสน กระสับกระส่ายมาก ◦ไอเป็นเลือด ◦ปวดท้องมาก โดยเฉพาะปวด บริเวณสะดือ และ/หรือ ช่องท้องด้านขวาตอนล่าง ◦อาเจียนรุนแรงตลอดเวลา ◦ชัก ◦คอแข็ง ร่วมกับปวดศีรษะมาก และ/หรือ แขน/ขาอ่อนแรง ◦อาการอื่นๆ ที่รุนแรง ป้องกันไข้ได้อย่างไร? การป้องกัน ไข้ คือ การป้องกันสาเหตุ ซึ่งสาเหตุ ไข้ที่พบบ่อยที่สุด คือ จากการติดเชื้อโรค ดังนั้นการป้องกันไข้ คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งที่สำคัญ คือ •รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) •รู้จักใช้หน้ากากอนามัย •หลีกเลี่ยงการไปในที่แออัดในช่วงมีการระบาดของโรค •หลีกเลี่ยงการสัมผัสคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น •ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตั้งแต่แรกเกิด

มะเร็งตับ


ไส้ส่วนนั้นออก นพ.กฤษดาพงศ์ เครือเถาว์ มะเร็งลำใส้ใหญ่.... ป้องกันได้ มะเร็งตับ พบได้สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป "มะเร็งตับ (HCC) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลก เป็นสาเหตุลำดับที่สองของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งของประชากรโลก ในประเทศไทยมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 3 ในเพศหญิงรองจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก อัตราการเสียชีวิตของมะเร็งตับค่อนข้างสูงเนื่องจากการปรากฏอาการในระยะต่อเนื่องจากภาวะตับแข็งระยะสุดท้าย สามารถตรวจวินิจฉัยได้โดยการตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจระดับ AFP ในเลือก อย่างไรก็ตามการลดปัจจัยเสี่ยงและการเฝ้าระวังโรคเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาโรคมะเร็งตับ" "ทราบหรือไม่...ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการเข้ากับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งผู้ที่เป็นพาหะและผู้มีแนวโน้มโรคมะเร็งตับ" ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ 1. พบบ่อยในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 2-3 เท่า 2. ภาวะตับแข็งจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม เช่น จากไวรัสตับอักเสบบีและซี หรือแอลกอฮอล์ 3. ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี 4. มีความเสี่ยงในเพศชายที่อายุมากกว่า 40ปี และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 50ปี 5. มีประวัติญาติสายตรงในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ 6. การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ 7. ได้รับสารอะฟลาท็อกซินในปริมานมาก (พบได้ในถั่วและพริกแห้ง) อาการของโรคมะเร็งตับ - เบื่ออาหาร - แน่นท้อง - ปวดท้อง - ท้องโตขึ้น - ตัวเหลืองตาเหลือง - น้ำหนักลด รับประทานอาหารได้น้อยลง - คลำพบก้อนในท้อง พญ.ณัฐพร นรเศรษฐวณิชย์ พญ.ศิรินทร์ทิพย์ ศรีเดิมมา มะเร็งตับ.... ป้องกันได้